
ในยุคที่เส้นแบ่งระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงานเริ่มเลือนลาง ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองจึงไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในกรอบของพื้นที่เดิมๆ อย่าง ‘บ้าน’ (First Place) หรือ ‘ออฟฟิศ’ (Second Place) อีกต่อไป เราต่างโหยหาพื้นที่หลบหลีกความวุ่นวายเพื่อเติมเต็มความหมายให้กับแต่ละวัน “ที่ที่สาม” (Third Place) จึงก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ใช่ในฐานะสถานที่เพื่อการจับจ่ายใช้สอยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นโอเอซิสและคอมมูนิตี้สเปซสำหรับการใช้ชีวิต ชาร์จพลัง แลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจ และเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน
วันนี้ เราจะพาไปเจาะลึก 2 แลนด์มาร์กแห่งใหม่ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของพื้นที่สาธารณะแบบเดิมๆ และกำลังพลิกโฉมนิยามความสุขของคนเมืองอย่างสิ้นเชิง โครงการทั้งสองนี้นำเสนอการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่สะท้อนภาพความต้องการของผู้คนยุคนี้ ผ่านประสบการณ์ที่ “แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว” ระหว่างการชะลอจังหวะชีวิตเพื่อดื่มด่ำกับสุนทรียภาพริมน้ำสุดคลาสสิกที่สัมผัสได้จริง กับ การพุ่งทะยานสู่อนาคตในมหานครแห่งความสุขเหนือจินตนาการที่ไร้ขีดจำกัด

The Lake Club: “ชุบชีวิตอดีต” สู่คอมมูนิตี้สโลว์ไลฟ์ริมทะเลสาบเมืองทองธานี
The Lake Club ไม่ได้เลือกที่จะสร้างตึกระฟ้าแห่งใหม่ แต่เลือกวิถี Adaptive Reuse ด้วยการนำอาคารคลาสสิกอย่าง Eastin Lakeside Hotel มาปัดฝุ่นและพลิกโฉมโครงสร้างใหม่ ให้กลายเป็น “Lakeside Lifestyle Community” บนพื้นที่กว่า 2,731 ตารางเมตร ที่ผสานความดิบเท่ของสถาปัตยกรรมเดิม เข้ากับดีไซน์ร่วมสมัยที่เปิดรับแสงธรรมชาติและลมจากทะเลสาบอย่างเต็มที่
พื้นที่แห่งนี้ถูกออกแบบให้เป็น Day-to-night Destination ที่รองรับผู้คนได้ราว 500 คนต่อช่วงเวลา พร้อมที่จอดรถ 150 คัน เป็นพื้นที่ที่ผู้คนสามารถใช้ชีวิตได้ตั้งแต่เช้ายันค่ำ โดยแบ่งโซนทั้ง Open-air ริมน้ำ และพื้นที่ Indoor ห้องแอร์อย่างลงตัว และที่สำคัญคือเป็น Pet-friendly 100% ที่ให้คนและสัตว์เลี้ยงใช้เวลาร่วมกันได้อย่างมีอิสระ


สัมผัสประสบการณ์ผ่านคอนเซปต์ “Eat • Beat • Play • Active”
-
Eat (ดื่มด่ำรสชาติแบบ All-day Dining): ที่นี่ไม่ใช่แค่ศูนย์อาหาร แต่เป็นการคัดสรร (Curate) ร้านเด็ดที่ครอบคลุมทุกโมเมนต์ของวัน เริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยกาแฟสเปเชียลตี้และเบเกอรี่หอมกรุ่นที่ Beans คาเฟ่สุดชิคที่เหมาะกับการนั่งทำงานหรือคุยโปรเจกต์ชิลๆ พอตกเที่ยงถึงบ่ายก็ฝากท้องกับมื้อหลักคุณภาพเยี่ยมที่ Culinova Lab หรือสัมผัสรสชาติจัดจ้านสไตล์เอเชียนจาก Xianyuan Express และเมื่อแสงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ พื้นที่แห่งนี้จะทรานส์ฟอร์มสู่แหล่งแฮงเอาท์ยามเย็นที่ตอบโจทย์ทุกสาย ไม่ว่าจะเป็นการนั่งชิลรับลมที่ Vessel, ดื่มด่ำบรรยากาศเป็นกันเองแบบเพื่อนฝูงที่ สหประชาชื่น หรือถ้าคุณเป็นคอไวน์ตัวยง THE BARREL ก็พร้อมเสิร์ฟสุนทรียภาพในแก้วโปรดของคุณ
-
Beat (จังหวะชีวิตที่สอดประสานกับธรรมชาติ): ลืมความเงียบเหงาไปได้เลย เพราะเมื่อแดดร่มลมตก The Lake Club จะถูกเติมเต็มด้วยเสียงดนตรีที่คัดสรรมาอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นวงดนตรีสด (Live Music) ที่เล่นคลอเคล้าไปกับบรรยากาศ หรือจังหวะสนุกๆ จาก DJ ที่ช่วยปลุกเอเนอร์จี้ในช่วงสุดสัปดาห์ ไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้คือโมเมนต์ Sunset Session ที่คุณสามารถนั่งฟังเพลงเพราะๆ พร้อมจิบเครื่องดื่ม และชมวิวพระอาทิตย์ตกสะท้อนผิวน้ำทะเลสาบ ซึ่งเป็น Vibe สุดโรแมนติกและผ่อนคลายที่หาได้ยากยิ่งในเมืองกรุง


-
Play (พื้นที่ปล่อยของและสร้างแรงบันดาลใจ): พื้นที่นี้ให้ความสำคัญกับคอมมูนิตี้คนรักงานอาร์ตและสายคอนเทนต์ ด้วยการออกแบบสเปซอย่าง The Collective ให้เป็นพื้นที่ไลฟ์สไตล์มัลติฟังก์ชัน มีมุมถ่ายรูปสุดเก๋และตู้ถ่ายรูปสติกเกอร์ (Photo Booth) ให้มาเก็บความทรงจำ นอกจากนี้ยังมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนจัดกิจกรรมเวิร์กชอปสนุกๆ รวมถึง Art Market ตลาดนัดงานคราฟต์ที่เปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์ได้มาพบปะ และให้ผู้มาเยือนได้ช้อปปิ้งสินค้ามีดีไซน์ติดมือกลับบ้าน
-
Active (ยกระดับจุดหมายของสายสุขภาพ): สำหรับคนเมืองที่รักการออกกำลังกาย The Lake Club ตอบโจทย์นี้อย่างจริงจังและใส่ใจในรายละเอียด ด้วยการสนับสนุน Run Club คอมมูนิตี้นักวิ่งรอบทะเลสาบเมืองทองธานีที่ให้คุณได้สูดอากาศบริสุทธิ์ แต่ที่เหนือไปกว่านั้นคือการเข้าใจอินไซต์ของคนออกกำลังกาย ด้วยการเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกแบบครบวงจร ทั้ง “ตู้ล็อกเกอร์เก็บของ” และ “ห้องอาบน้ำ” ไว้บริการ ทำให้คุณสามารถมาวิ่งรับอรุณ อาบน้ำเปลี่ยนชุด แล้วเดินไปจิบกาแฟหรือนั่งทำงานต่อได้ทันทีแบบไร้รอยต่อ


Happitat “สร้างโลกใบใหม่” สู่มหานครแห่งความสุขเหนือจินตนาการย่านบางนา

ข้ามมาที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ Happitat (แฮปปี้แทท) คืออภิมหาโปรเจกต์บนพื้นที่กว่า 2 แสนตารางเมตร ที่ประกาศตัวเป็น ต้นแบบ Destination Creation ระดับโลก โครงการนี้คือกระบวนทัศน์ใหม่ที่หลอมรวม ธรรมชาติ เทคโนโลยี และจินตนาการเข้าด้วยกัน โดยได้พันธมิตรระดับโลกอย่าง Foster + Partners มาร่วมออกแบบสถาปัตยกรรม และ Mr. Bill Coan ผู้เชี่ยวชาญด้านธีมพาร์คระดับโลกมาเป็น Journey Designer
ความล้ำหน้าขั้นสุดของ Happitat คือการสร้าง Phygital Experience (Physical + Digital) ผ่านเทคโนโลยี AR/VR และเป็นครั้งแรกในไทยที่นำ Technology AI Camera มาใช้วัด Happiness Index (ดัชนีความสุข) จากรอยยิ้มของผู้มาเยือน เพื่อนำข้อมูลมาพัฒนาบริการให้สมบูรณ์แบบที่สุด


อาณาจักรแห่งความสุข 3 อาคาร 3 คอนเซปต์
1. Bloominas (A Premium Community of Lifestyle): สุนทรียภาพแห่งการใช้ชีวิตระดับพรีเมียม
ก้าวแรกสู่อาคารนี้คือการเปิดรับประสบการณ์เหนือระดับ โซนนี้ถูกออกแบบมาเพื่อคนที่หลงใหลในความสมบูรณ์แบบและไลฟ์สไตล์ที่ประณีต
-
Curated Lifestyle & Dining: ไม่ใช่แค่การช้อปปิ้ง แต่เป็นการคัดสรรแบรนด์แฟชั่นชั้นนำและร้านอาหารคอนเซปต์พิเศษ (Exclusive Concept Stores) ที่ออกแบบมาเฉพาะที่นี่เท่านั้น ตอบโจทย์ทั้งสายแฟชั่นนิสต้าและนักชิมที่มองหาบรรยากาศหรูหรา
-
Grand Stairs Digital Screen: ทิ้งภาพจำบันไดเชื่อมชั้นแบบเดิมๆ ไปได้เลย! เพราะที่นี่คือจุดเช็กอินระดับโลก ด้วยจอดิจิทัลขนาดยักษ์ที่ทอดยาวขนานไปกับขั้นบันได มอบประสบการณ์ภาพและเสียงแบบ Immersive Content ที่จะทำให้คุณรู้สึกเหมือนกำลังเดินทอดน่องอยู่ในแกลเลอรีศิลปะดิจิทัลระดับอินเตอร์
-
โซนสุขภาพและเวลเนส ถ่ายทอดแนวคิด Holistic Wellness ผ่านการร่วมมือกับผู้พัฒนาด้านฟิตเนสและสุขภาพระดับโลก เพื่อสร้างประสบการณ์สุขภาพแบบองค์รวมที่เชื่อมโยงการดูแลร่างกาย จิตใจ และคุณภาพชีวิตของผู้คนทุกเจเนอเรชันเข้าไว้ด้วยกัน


2. Wonderwild (Places for Families): ดินแดนเวทมนตร์และพื้นที่สร้างสรรค์ของครอบครัว
โซนที่ผสานธรรมชาติ ทัศนียภาพ และจินตนาการเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ออกแบบมาเพื่อเป็นสวรรค์ของการใช้เวลาร่วมกัน
Whimsical Market: แลนด์มาร์กแฟนตาซีที่พร้อมสะกดทุกสายตา ไฮไลต์คือ “ต้นไม้ยักษ์” ที่สูงตระหง่านเทียบเท่าตึก 3 ชั้น ผสานเทคโนโลยีแสง สี เสียง และประติมากรรมที่เคลื่อนไหวได้จริง (Kinetic Art) สร้างบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา ราวกับหลุดเข้าไปในป่าเวทมนตร์แห่งโลกอนาคตที่ถ่ายรูปมุมไหนก็ปัง
Daily Delicious: ยกระดับประสบการณ์อาหารด้วย “มิชลินฟู้ดฮอลล์” ที่รวบรวมสุดยอดร้านสตรีทฟู้ดชื่อดังและร้านอาหารที่การันตีด้วยรางวัลมิชลินไกด์มาไว้ในที่เดียว ให้คุณสัมผัสความอร่อยระดับตำนานได้ทุกวัน
Mega Edutainment Zone: พื้นที่แห่งการเรียนรู้ผ่านการเล่นที่ ใหญ่ที่สุดในย่านบางนา ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการและปลดปล่อยจินตนาการของเด็กๆ อย่างไร้ขีดจำกัด
The Hilltop Offices: นิยามใหม่ของการทำงานแบบ Work-Life Integration กับออฟฟิศระดับพรีเมียมที่โอบล้อมด้วยวิวป่าและพื้นที่สีเขียว ช่วยรีเฟรชไอเดียและลดความเหนื่อยล้าจากหน้าจอได้อย่างยอดเยี่ยม



3. Festie Town (Happening Space for All): มหานครแห่งการเฉลิมฉลองที่ไม่เคยหลับใหล
ศูนย์กลางของความสนุกสนานและเอเนอร์จี้ที่พลุ่งพล่าน พื้นที่แห่งนี้ถูกสร้างมาเพื่อปลดปล่อยความสุขในทุกรูปแบบ
-
Lumis Theater Hall: พื้นที่แห่งความบันเทิงล้ำยุคกับโรงละครความจุ 400 ที่นั่ง ที่จัดเต็มเรื่องโปรดักชัน พร้อมรองรับทั้งงานอีเวนต์ โชว์สุดพิเศษ มินิคอนเสิร์ต หรือแม้แต่งานแฟนมีตติ้ง
-
Duplex & Triplex Flagship Store: ประสบการณ์การช้อปปิ้งที่เหนือกว่า ด้วยร้านค้าแบรนด์ดังที่มาในรูปแบบสถาปัตยกรรมสองและสามชั้น มอบความอลังการทั้งดีไซน์ของร้านและคอลเลกชันสินค้าแบบ Full Option
-
Lotus’s Privé: พรีเมียมซูเปอร์มาร์เก็ตที่ยกระดับการเดินช้อปของใช้ในบ้าน ด้วยการคัดสรรวัตถุดิบสดใหม่และสินค้าอิมพอร์ตคุณภาพสูงจากทั่วทุกมุมโลก
-
Premium Pet Center: เติมเต็มความสุขให้ครบทุกชีวิตด้วยศูนย์ดูแลสัตว์เลี้ยงแบบครบวงจรระดับพรีเมียม ที่มีทั้งบริการกรูมมิ่ง สปา และพื้นที่พักผ่อนที่ออกแบบมาเพื่อสุนทรียภาพของน้องหมาน้องแมวโดยเฉพาะ

2 ขั้วแห่งไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์คนละรูปแบบ
แม้ทั้งสองแห่งจะเป็น “ที่ที่สาม” ชั้นยอด แต่ Positioning และแนวทางการส่งมอบประสบการณ์นั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน ในด้านแนวทางการพัฒนา The Lake Club เลือกใช้วิธี “การชุบชีวิต” (Adaptive Reuse) โดยรักษากลิ่นอายความคลาสสิกและเน้นความดิบเท่ของโครงสร้างเดิมเอาไว้ ในขณะที่ Happitat มุ่งเน้น “การสร้างสรรค์ใหม่” (Destination Creation) ขึ้นมาเป็นเมกะโปรเจกต์ระดับโลกที่ล้ำสมัยและยิ่งใหญ่อลังการ ความแตกต่างนี้ยังสะท้อนไปถึงบรรยากาศและประสบการณ์ (Vibe) ที่ผู้มาเยือนจะได้รับ โดย The Lake Club จะมอบความรู้สึกผ่อนคลาย เรียบง่าย และสโลว์ไลฟ์ ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนไปนั่งชิลที่บ้านเพื่อนริมน้ำ ส่วนทางด้าน Happitat จะส่งมอบประสบการณ์ที่ตื่นตาตื่นใจ แฟนตาซี และล้ำยุค ราวกับพาคุณหลุดเข้าไปในโลกแห่งความฝันและเทคโนโลยีเหนือจินตนาการ