[:th][vc_row][vc_column][vc_column_text]
การใส่ใจในการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนด้วยการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมทั้งให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน เป็นเทรนด์ของการทำธุรกิจยุคใหม่ที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบจากการทำธุรกิจรอบด้าน ไม่ได้มองแต่กำไรเป็นที่ตั้งเหมือนในอดีต ดังจะเห็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ยื่นเข้าจดทะเบียนในรายชื่อหุ้นยั่งยืน (THSI) เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี
ในปี 2558 มีหุ้นที่ขอจดทะเบียนหุ้นยั่งยืนเพียง 51 บริษัท และเพิ่มขึ้นเป็น 168 บริษัทในปี 2565 โดยแบ่งเป็นหุ้นใน SET จำนวน 155 บริษัท และในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (MAI) 13 บริษัท หากเจาะลึกลงไปในรายละเอียดจะพบว่า อุตสาหกรรมที่มีจำนวนบริษัทจดทะเบียนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ กลุ่มบริการ 33 บริษัท กลุ่มทรัพยากร 28 บริษัท และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง 27 บริษัท บริษัทจดทะเบียนในรายชื่อหุ้นยั่งยืน THSI มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม 14 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 73% เมื่อเทียบกับมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดทั้งหมดของ SET และ MAI (มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ณ 10 เมษายน 2566)
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า ผู้ประกอบการไทยมุ่งมั่นจะพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างมั่นคงต่อเนื่อง พร้อมรับมือกับปัจจัยการเปลี่ยนแปลงด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ยินดีเปิดเผยข้อมูล เช่น นโยบายด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม เป้าหมาย ข้อมูลผลการดำเนินงานด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม การดูแลพนักงาน ชุมชน และสังคมผ่านกระบวนการทางธุรกิจ[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/2″][vc_single_image image=”26629″ img_size=”large”][/vc_column][vc_column width=”1/2″][vc_column_text]ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) กล่าวว่า การปรับตัวของภาคธุรกิจสอดคล้องไปกับกระแส “การลงทุนแบบมีความรับผิดชอบ (Responsible Investment)” ในปัจจุบันที่มาแรงมาก เพราะนักลงทุนที่เป็นเจ้าของจะต้องตัดสินใจว่า จะลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินของกิจการใด ธุรกิจที่ระดมทุนนั้น ดำเนินกิจการด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมหรือไม่
นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลนานาประเทศที่ขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ตามข้อตกลงการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 (COP26) ซึ่งนานาประเทศได้ปรับตัวรับวาระนี้ เช่น สหภาพยุโรป (EU) กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ โดยมีกลไกการทำงานที่เรียกว่า กลไกการปรับคาร์บอนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) กำหนดหลักการลดความได้เปรียบด้านต้นทุนของสินค้านำเข้าจากประเทศนอก EU ขณะที่สหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ อยู่ระหว่างการพิจารณาออกมาตรการที่มีแนวทางการเรียกเก็บภาษีนำเข้าตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มาตรการเหล่านี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจและ Supply Chain ที่เกี่ยวข้อง ทำให้ผู้ส่งออกของแต่ละประเทศ รวมถึงผู้ส่งออกไทย ต้องเร่งปรับปรุงกระบวนการผลิต เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชย
ดร.รักษ์ กล่าวว่า EXIM BANK ในฐานะธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย มีเจตนารมณ์แน่วแน่และเป้าหมายที่ชัดเจนที่จะให้ภาคการเงินเป็นเสาหลักสำคัญในการผลักดันให้เกิดการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนใส่ใจสังคมและสิ่งแวดล้อม เมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจน จึงสร้างกรอบการทำงานใหม่ที่นำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) ไปผสมผสานกับแนวทางพัฒนา BCG (Bio-Circular-Green Economy)และ ESG (Environmental, Social and Governance) มุ่งสู่การสร้างแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ที่นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนและสมดุล ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ทำให้ EXIM BANK พลิกโฉมไปสู่การเป็น Green Development Bank ในระยะข้างหน้า[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]เพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จตามเจตนารมณ์ที่จะเป็น Green Development Bank ธนาคารได้จัดโครงสร้างการบริหารจัดการการเงิน รวมทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อให้พอร์ตสินเชื่อด้านความยั่งยืนของ EXIM BANK ขยายเพิ่มขึ้น จากสัดส่วน 30% ในปัจจุบัน เป็น 50% ภายใน 3 ปีข้างหน้า และระดมทุนด้วยการออกพันธบัตรเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Bond) อย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้เป็นเงินทุนสนับสนุนธุรกิจสีเขียวหรือธุรกิจที่ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยได้ออกพันธบัตรล็อตแรกจำหน่ายแล้วเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2565 จำนวน 2 รุ่น วงเงินรวม 5,000 ล้านบาท และออกพันธบัตร SME Green Bond เป็นล็อตที่ 2 ออกจำหน่ายเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2566 วงเงินรวม 3,500 ล้านบาท ซึ่งการจำหน่ายพันธบัตรทั้ง 2 ครั้งได้รับความสนใจจากนักลงทุนสูงมากและมียอดการจองซื้อเกินจำนวนที่ออกจำหน่าย
สำหรับการออกผลิตภัณฑ์การเงิน EXIM BANK ได้ปรับปรุงและออกสินเชื่อใหม่ สนับสนุนการปรับเปลี่ยนธุรกิจให้เป็น ESG และ BCG โดยสินเชื่อ EXIM Green Start เป็นเงินทุนหมุนเวียน เพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการในทุกขนาดธุรกิจ (SML) และทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ที่ดำเนินธุรกิจเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม วงเงินหมุนเวียนสูงสุด 200 ล้านบาทต่อราย ระยะเวลากู้สูงสุด 3 ปี อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น Prime Rate -2.25% ต่อปี หรือประมาณ 4.25% ต่อปี

EXIM Export Ready Credit หรือสินเชื่อเอ็กซิมเติมทุนส่งออก ได้เพิ่มวงเงินสูงสุดจาก 5 ล้านบาทต่อราย เป็น 20 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น Prime Rate -2.00% ต่อปี (ประมาณ 4.50% ต่อปี) และเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการที่มีการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมให้ได้รับส่วนลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ต่อปีในปีแรก ทั้ง 2 บริการสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึง 30 เมษายน 2567
สินเชื่อ Solar Orchestra ระยะที่ 3 สนับสนุนผู้ประกอบการ ที่ต้องการลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับใช้ภายในกิจการ รวมถึงเงินลงทุนสำหรับปรับปรุงหลังคาก่อนการติดตั้ง Solar Rooftop พร้อมได้สิทธิการขึ้นทะเบียนและรับรองคาร์บอนเครดิตตลอด 7 ปี
“การวางแผนปรับธุรกิจสู่ ESG กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำเนินธุรกิจตามมาตรฐานสากลเนื่องจากในปัจจุบันผู้บริโภคทุกกลุ่มไม่ใช่เฉพาะที่มีรายได้สูงให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อสนับสนุนสินค้ารักษ์โลกมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เช่น การเลือกใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แทนยานยนต์ใช้น้ำมัน การลดใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง ผู้ประกอบการรายใดที่นำ ESG มาใช้ในการดำเนินธุรกิจก็จะมีภาพลักษณ์ที่โดดเด่นขึ้นในสายตาผู้บริโภคอีกด้วย” ดร.รักษ์ กล่าว[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][:]
Comments are closed