<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) - MeMagazine</title>
	<atom:link href="https://www.memagazine.co.th/tag/%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%88/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.memagazine.co.th</link>
	<description>Me magazine นิตยสารบิสซิเนสและมาร์เก็ตติ้ง ราย 2 เดือน ที่นำเสนอข้อมูลความ เคลื่อนไหว เศรษฐกิจ สังคม มุมมอง ตลาด วิเคราะห์การลงทุน ด้วยความรู้ที่สดใหม่</description>
	<lastBuildDate>Thu, 31 Oct 2019 13:55:15 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=5.6.16</generator>

<image>
	<url>https://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2019/10/me-online-2-100x100-1.png</url>
	<title>องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) - MeMagazine</title>
	<link>https://www.memagazine.co.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>‘ไทย ไรซ์ นามา’ ลงพื้นที่สุพรรณบุรี แนะนำเทคนิคแก่เกษตรกร เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน ลดโลกร้อน</title>
		<link>https://www.memagazine.co.th/9341/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Memag Online]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 11 Jul 2019 00:30:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[NEWS & EVENT]]></category>
		<category><![CDATA[MARKET INSIGHT]]></category>
		<category><![CDATA[นายสุริยัน วิจิตรเลขาการ]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ)]]></category>
		<category><![CDATA[เอกอัครราชฑูตเกออร์ก ชมิตท์]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการไทย ไรซ์ นามา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.memagazine.co.th?p=9341</guid>

					<description><![CDATA[<p>ณ ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านหัวไม้ซุง เกษตรกรกว่า 300 รายในจังห [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.memagazine.co.th/9341/">‘ไทย ไรซ์ นามา’ ลงพื้นที่สุพรรณบุรี แนะนำเทคนิคแก่เกษตรกร เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน ลดโลกร้อน</a> first appeared on <a href="https://www.memagazine.co.th">MeMagazine</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><a href="https://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2019/07/Giz_Memag-Online-1.jpg"><img loading="lazy" class="size-full wp-image-9342 aligncenter" src="https://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2019/07/Giz_Memag-Online-1.jpg" alt="Giz_Memag Online" width="744" height="531" /></a></p>
<p><strong>ณ ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านหัวไม้ซุง เกษตรกรกว่า 300 รายในจังหวัดสุพรรณบุรี เข้าร่วมเปิดตัวโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดภาวะโลกร้อนจากการทำนาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ &#8220;ไทย ไรซ์ นามา &#8220;เรียนรู้เทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน โดยมีนายสุริยัน วิจิตรเลขการ รองผู้อำนวยการโครงการเกษตรกรรมและอาหาร องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) กล่าวต้อนรับ ฯพณฯเอกอัครราชฑูตเกออร์ก ชมิตท์ เอกอัครราชฑูตเยอรมัน ประจำประเทศไทย พร้อมด้วยนางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน     </strong></p>
<p><a href="https://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2019/07/3_resize.jpg"><img loading="lazy" class="size-large wp-image-9346 aligncenter" src="https://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2019/07/3_resize-1024x679.jpg" alt="" width="1024" height="679" /></a></p>
<p><strong>นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน</strong> รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กล่าวว่า &#8220;โครงการไทย ไรซ์ นามา ผลักดันให้มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตข้าวให้กับเกษตรกรจำนวน 100,000 ครัวเรือนในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคกลางได้แก่ จังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และสุพรรณบุรี ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2.8 ล้านไร่ โดยมีเป้าหมายที่จะปรับเปลี่ยนระบบการทำนาในปัจจุบันไปสู่ระบบการทำนาแบบยั่งยืน&#8221;</p>
<p><a href="https://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2019/07/1_resize.jpg"><img loading="lazy" class="size-large wp-image-9344 aligncenter" src="https://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2019/07/1_resize-1024x684.jpg" alt="" width="1024" height="684" /></a></p>
<p>ทั้งนี้โครงการฯ ได้ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พัฒนาเงินทุนหมุนเวียนเพื่อจ่ายค่าบริการปรับพื้นที่ด้วยระบบเลเซอร์ให้แก่เกษตรกร โดยเกษตรกรสามารถผ่อนชำระคืนภายหลังได้ในระยะเวลา 3 ฤดูปลูก เงินทุนหมุนเวียนนี้จะเชื่อมโยงกับสินเชื่อสีเขียวของ ธ.ก.ส.ซึ่งให้เงินทุนแก่ผู้ประกอบการที่ต้องการซื้อเครื่องจักรกลมาใช้ในกิจกรรมการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p>โครงการคาดการณ์ว่า จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ <strong>1.73</strong> ล้านตันคาร์บอนไดออกไซค์เทียบเท่า  เมื่อภาวะโลกร้อนยังคงเป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วงทั่วทุกมุมโลก</p>
<p><a href="https://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2019/07/2_resize.jpg"><img loading="lazy" class="size-large wp-image-9343 aligncenter" src="https://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2019/07/2_resize-1024x682.jpg" alt="" width="1024" height="682" /></a></p>
<p>ฯพณฯ<strong> เอกอัครราชฑูตเกออร์ก ชมิตท์</strong> กล่าวว่า เมื่อพูดถึงเรื่องภาวะโลกร้อน เราทุกคนต่างตกอยู่ภายใต้สถานการณ์เดียวกัน เกษตรกรเป็นคนกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ แต่ในขณะเดียวกัน เกษตรกรเองก็สามารถช่วยบรรเทาผลกระทบจากภาวะโลกร้อนได้ ผมรู้สึกดีใจที่พวกเราทุกคนร่วมมือกันหาทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำนาภายใต้โครงการไทย ไรซ์ นามา  และแสดงวิธีการผลิตข้าวรูปแบบใหม่ที่จะช่วยดูแลรักษาธรรมชาติ เพิ่มผลผลิตและรายได้ให้กับเกษตรกร&#8221;</p>
<p><strong>นายสุริยัน วิจิตรเลขาการ</strong> รองผู้อำนวยการโครงการเกษตรกรรมและอาหาร <strong>องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ)</strong> ประจำประเทศไทย  กล่าวว่า &#8220;เทคโนโลยีที่โครงการฯ จะช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตข้าวได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจะมีด้วยกัน 4 วิธี ได้แก่ เทคนิคการปรับหน้าดินด้วยเลเซอร์ซึ่งช่วยทำให้หน้าดินเรียบเสมอกัน ส่งผลให้เกษตรกรสามารถประหยัดค่าสูบน้ำมากถึง 50 เปอร์เซนต์ เทคนิคการทำนาแบบเปียกสลับแห้งที่ช่วยให้ระบบรากข้าว การแตกกอ และความสมบูรณ์ของข้าวดีขึ้น เทคนิคการใส่ปุ๋ยตามคำวิเคราะห์ดิน ช่วยลดต้นทุนการใช้ปริมาณปุ๋ยที่มากเกินความจำเป็น และรักษาแร่ธาตุในดิน ทำให้ดินมีความสมบูรณ์มากขึ้น และวิธีสุดท้ายคือ การจัดการฟางและตอซัง ซึ่งช่วยสนับสนุนให้เกษตรกรหยุดเผาเศษวัสดุเหลือใช้ในนาข้าว ลดฝุ่นละอองและหมอกควันในขณะเดียวกัน เกษตรกรสามารถนำฟางข้าวไปแปรรูปเพิ่มมูลค่าได้ การใช้เทคนิคเหล่านี้นอกจากจะทำให้เกษตรกรลดต้นทุนในการปลูกข้าวแล้ว ยังช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวและได้ข้าวที่มีคุณภาพดีขึ้น อีกทั้งยังมีการสนับสนุนการเข้าถึงตลาดจากภาคธุรกิจ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น&#8221;</p>
<p><strong><a href="https://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2019/07/7_resize.jpg"><img loading="lazy" class="size-large wp-image-9347 aligncenter" src="https://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2019/07/7_resize-1024x768.jpg" alt="" width="1024" height="768" /></a></strong></p>
<p><strong>โครงการไทย ไรซ์ นามา เป็นโครงการที่เกิดขึ้นมาภายใต้ความร่วมมือหลักระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน(GIZ) ประจำประเทศไทย ได้รับทุนการสนับสนุนงบประมาณจำนวน 14.9 ล้านยูโร (คิดเป็นเงินไทย 530 ล้านบาท) จากรัฐบาลประเทศเยอรมนี  รัฐบาลสหราชอาณาจักร รัฐบาลเดนมาร์ก และสหภาพยุโรป ผ่าน NAMA facility มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 5 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2561-2566</strong></p>
<p><a href="https://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2019/07/5_resize.jpg"><img loading="lazy" class="alignnone size-large wp-image-9345" src="https://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2019/07/5_resize-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" /></a></p><p>The post <a href="https://www.memagazine.co.th/9341/">‘ไทย ไรซ์ นามา’ ลงพื้นที่สุพรรณบุรี แนะนำเทคนิคแก่เกษตรกร เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน ลดโลกร้อน</a> first appeared on <a href="https://www.memagazine.co.th">MeMagazine</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สนข. ร่วมกับ GIZ ผลักดันการขนส่งที่ยั่งยืน</title>
		<link>https://www.memagazine.co.th/8089/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Memag Online]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 22 Jan 2019 03:00:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[NEWS & EVENT]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ)]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.memagazine.co.th?p=8089</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ร่วมกับองค์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.memagazine.co.th/8089/">สนข. ร่วมกับ GIZ ผลักดันการขนส่งที่ยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.memagazine.co.th">MeMagazine</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2019/01/Photo-Release.jpg"><img loading="lazy" class="size-large wp-image-8091 aligncenter" src="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2019/01/Photo-Release-1024x682.jpg" alt="" width="1024" height="682" /></a></p>
<p><strong>สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) จัดพิธีปิดโครงการ &#8220;การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับภาคการขนส่งทางบกในภูมิภาคอาเซียน” เพื่อรายงานความสำเร็จและถอดบทเรียนที่ได้จากการดำเนินงานด้านการลดการใช้น้ำมันของยานพาหนะและลดการปล่อยมลพิษจากภาคการขนส่ง</strong></p>
<p>ในส่วนของประเทศไทย ได้มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของยานพาหนะมาตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2559 และโครงการฯ ได้เข้ามาผลักดันให้เกิดการปรับปรุงมาตรการการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตดังกล่าว โดยทำการศึกษานโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในภาคขนส่งทางบก และพบว่ามาตรการการปรับปรุงอัตราการ เก็บภาษีสรรพสามิตฯ นี้ กระตุ้นให้ผู้ผลิตรถยนต์เกิดการปรับตัวที่จะผลิตรถใหม่ซึ่งช่วยประหยัดพลังงาน ส่งผลให้เกิดการลดการใช้น้ำมันเฉลี่ยจาก<strong> 7.08</strong> ลิตรต่อ <strong>100</strong> กม. ในปี พ.ศ.<strong> 2558 เ</strong>หลือเพียง <strong>6.75</strong> ลิตรต่อ <strong>100</strong> กม. ในปี พ.ศ.<strong> 2560</strong> สำหรับรถใหม่ทุกคันที่ขาย</p>
<p><strong>นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม</strong> กล่าวว่า “การใช้พลังงานจากภาคการขนส่ง นอกจากจะส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม และปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น ปัญหา PM 2.5 แล้ว ยังส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอีกด้วย เนื่องจากปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะแปรผันกับการใช้พลังงาน กล่าวคือ ยิ่งมีการใช้พลังงานจากภาคการขนส่งมาก ก็ยิ่งมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์มาก ซึ่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่สามารถสลายไปได้ ต่างจาก PM 2.5 ที่จะสลายไปได้ตามธรรมชาติเมื่อเจอฝนและลมมรสุม การใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคการขนส่งที่สูงถึง 61 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO<sub>2</sub>e) ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 19.2 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของประเทศไทย จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกท่านควรใส่ใจอย่างยิ่ง เนื่องจากก๊าซเรือนกระจกส่งผลต่อโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว”</p>
<p><strong> </strong><strong>Caroline Capone ผู้อำนวยการโครงการการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการบรรเทาผลกระทบจากการ</strong><strong>เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับภาคการขนส่งทางบกในภูมิภาคอาเซียนของ </strong><strong>GIZ</strong> กล่าวว่า “เป็นที่น่าสนใจว่าประเทศไทยมีนโยบายการขนส่งยั่งยืนที่พัฒนาไปมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น นโยบายการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยโครงการฯ เข้ามาผลักดันให้เกิดการปรับปรุงมาตรการการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตดังกล่าวให้ดีขึ้น ส่งผลให้เกิดการลดการใช้น้ำมันเฉลี่ยในรถยนต์ใหม่ทุกคัน หากมีการดำเนินมาตรการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตตามการปล่อยมลพิษในลักษณะนี้ต่อไป ในปี พ.ศ. 2573 จะสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 4.2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และหากมีการปรับปรุงมาตรการทางภาษีที่เข้มข้นขึ้นร่วมกับมาตรการอื่นๆ เช่น การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของรถจักรยานยนต์ การปรับปรุงอัตราการเก็บภาษีรถยนต์ประจำปีตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และการปรับปรุงอัตราการเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลให้เข้มข้นขึ้น ก็จะช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อีก 4.75 ล้านต้น คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปีพ.ศ. 2573 คิดเป็นร้อยละ 29 ของเป้าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคขนส่ง ตามข้อตกลงที่รัฐบาลไทยได้ให้ไว้ในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 21 (COP21) แม้ว่าโครงการฯ จะสิ้นสุดลงแต่ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและเยอรมนีจะยังคงอยู่ โดยตั้งแต่ปีพ.ศ. 2562 GIZ จะดำเนินงานเกี่ยวกับการขนส่งในเมืองอย่างยั่งยืน การแก้ไขการจราจรติดขัด การลดมลพิษทางอากาศ และการทำให้ชีวิตในเมืองน่าอยู่มากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาการขนส่งในเมือง โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครและในเมืองรองที่เติบโตอย่างรวดเร็ว”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="Default" style="margin-left: -14.2pt; text-align: left;"><p>The post <a href="https://www.memagazine.co.th/8089/">สนข. ร่วมกับ GIZ ผลักดันการขนส่งที่ยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.memagazine.co.th">MeMagazine</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กระทรวงแรงงานจับมือ GIZ พัฒนาช่างแอร์ ที่ใช้สารทำความเย็นธรรมชาติครั้งแรกในไทย</title>
		<link>https://www.memagazine.co.th/7551/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Memag Online]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 16 Nov 2018 01:17:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[NEWS & EVENT]]></category>
		<category><![CDATA[GIZ]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ)]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.memagazine.co.th?p=7551</guid>

					<description><![CDATA[<p>กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ได้ร่วมกันจัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการพัฒนาฝีมือแรงงานช่างเทคนิคเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นที่ใช้สารทำความเย็นธรรมชาติ ณ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อพัฒนาฝีมือช่างเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นให้มีความชำนาญ ผ่านการฝึกอบรมการใช้สารทำความเย็นธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมครั้งแรกในประเทศไทย</p>
<p>The post <a href="https://www.memagazine.co.th/7551/">กระทรวงแรงงานจับมือ GIZ พัฒนาช่างแอร์ ที่ใช้สารทำความเย็นธรรมชาติครั้งแรกในไทย</a> first appeared on <a href="https://www.memagazine.co.th">MeMagazine</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/11/Photo-Release.jpg"><img loading="lazy" class="alignnone size-large wp-image-7553" src="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/11/Photo-Release-1024x661.jpg" alt="Giz german Memag_Online" width="1024" height="661" /></a></p>
<p>กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ได้ร่วมกันจัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการพัฒนาฝีมือแรงงานช่างเทคนิคเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นที่ใช้สารทำความเย็นธรรมชาติ ณ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อพัฒนาฝีมือช่างเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นให้มีความชำนาญ ผ่านการฝึกอบรมการใช้สารทำความเย็นธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมครั้งแรกในประเทศไทย</p>
<p><strong> </strong><strong>นางถวิล เพิ่มเพียรสิน รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน </strong>เปิดเผยว่า “ในปี 2562 พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้มีนโยบายเร่งด่วนมอบหมายให้ กพร. ดำเนินการยกระดับทักษะฝีมือแรงงานให้เป็นแรงงานคุณภาพ (Super Worker) และพัฒนาทักษะฝีมือให้มีมาตรฐานรองรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่โครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) พร้อมกำชับให้ใช้แนวทางประชารัฐร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ ในการผลิตกำลังคนในสาขาอาชีพที่ยังขาดแคลน กพร. จึงร่วมมือกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) พัฒนาช่างเทคนิคให้มีความชำนาญในการใช้สารทำความเย็นธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Job)”</p>
<p>“กพร. จะได้รับการสนับสนุนจาก GIZ ในแง่การถ่ายทอดความรู้ให้กับช่างเทคนิคเรื่องการใช้สารทำความเย็นธรรมชาติที่ถูกต้อง การสนับสนุนอุปกรณ์และเครื่องมือสำหรับการฝึกอบรม รวมทั้งการส่งผู้เชี่ยวชาญจากประเทศเยอรมนีมาให้ความรู้ในการฝึกอบรมให้แก่ครูฝึกของ กพร. เพื่อเป็นวิทยากรในการถ่ายทอดความรู้ให้แก่แรงงาน พนักงานในสถานประกอบกิจการและช่างชุมชน คาดว่าจะเริ่มฝึกอบรมภายในไตรมาสแรกของปี 2562 ตั้งเป้าฝึกอบรมครูฝึกจำนวน 48 คนทั่วประเทศ และคาดว่าจะขยายผลการอบรมแก่ช่างเทคนิคร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรอื่นๆ ให้ได้อีก 2,000 คนใน 2 ปี” <strong>นางถวิล</strong> กล่าวเสริม</p>
<p><strong>ด้านมร.ฟิลิปป์ พิชเกอะ ผู้อำนวยการโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมของประเทศ ในอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น </strong><strong>(RAC NAMA)</strong> <strong>ของ </strong><strong>GIZ</strong> กล่าวว่า “ความร่วมมือกับ กพร. เป็นหนึ่งในแผนการดำเนินงานของโครงการ RAC NAMA ที่จะพัฒนาฝีมือแรงงานไทยในสาขาเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นให้มีความชำนาญและเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ด้วยการพัฒนามาตรฐานฝีมือแรงงานและหลักสูตรการฝึกอบรมการใช้สารทำความเย็นธรรมชาติที่ถูกต้องและปลอดภัย รวมทั้งสนับสนุนการจัดฝึกอบรมนำร่องให้กับครูฝึก ความแตกต่างจากหลักสูตรทั่วไป คือ การให้ความรู้และฝึกทักษะการใช้สารทำความเย็นธรรมชาติอย่างถูกต้องและปลอดภัย รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในการติดตั้งและบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น (เช่น มาตรวัดน้ำยาแอร์ ปั๊มสุญญากาศ) สัญลักษณ์ความปลอดภัย วิธีการเติมและดูดกลับสารทำความเย็น เป็นต้น นอกจากนี้โครงการฯ ได้จัดตั้งกองทุน RAC NAMA ประเทศไทย ซึ่งบริหารโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และจะจัดสรรเงินจากกองทุนดังกล่าว เพื่อใช้จัดซื้ออุปกรณ์และเครื่องมือสำหรับฝึกอบรมแก่ศูนย์ฝึกที่ผ่านการคัดเลือก เรามุ่งหวังว่าความร่วมมือนี้ จะเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับมาตรฐานฝีมือแรงงานไทยให้มีความเป็นเลิศและเป็นไปตามมาตรฐานสากล”</p>
<p>&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.memagazine.co.th/7551/">กระทรวงแรงงานจับมือ GIZ พัฒนาช่างแอร์ ที่ใช้สารทำความเย็นธรรมชาติครั้งแรกในไทย</a> first appeared on <a href="https://www.memagazine.co.th">MeMagazine</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เยอรมนีสนับสนุนงบประมาณ 690 ล้านบาท ร่วมจัดตั้งแผนงานปกป้องสภาพภูมิอากาศไทย-เยอรมัน</title>
		<link>https://www.memagazine.co.th/5261/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Memag Online]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 24 Apr 2018 06:03:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[NEWS & EVENT]]></category>
		<category><![CDATA[GIZ]]></category>
		<category><![CDATA[การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไทย-เยอรมัน]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ สิมาฉายา]]></category>
		<category><![CDATA[นายทิม มาเลอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ)]]></category>
		<category><![CDATA[ฯพณฯ เพเทอร์ พรือเกล]]></category>
		<category><![CDATA[ฯพณฯ เพเทอร์ พรือเกล เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประจำประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประจำประเทศไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.memagazine.co.th/?p=5261</guid>

					<description><![CDATA[<p>รัฐบาลแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีร่วมกับรัฐบาลไทยเปิดตั [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.memagazine.co.th/5261/">เยอรมนีสนับสนุนงบประมาณ 690 ล้านบาท ร่วมจัดตั้งแผนงานปกป้องสภาพภูมิอากาศไทย-เยอรมัน</a> first appeared on <a href="https://www.memagazine.co.th">MeMagazine</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/04/GIZสถานฑูต-เยอรมัน_๑๘๐๔๒๔_0036.jpg"><img loading="lazy" class="size-large wp-image-5264 aligncenter" src="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/04/GIZสถานฑูต-เยอรมัน_๑๘๐๔๒๔_0036-1024x682.jpg" alt="" width="1024" height="682" /></a></p>
<p><strong>รัฐบาลแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีร่วมกับรัฐบาลไทยเปิดตัว “แผนงานความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไทย-เยอรมัน” โดยใช้งบประมาณจากแผนงานปกป้องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับสากล (IKI) ของกระทรวงสิ่งแวดล้อม คุ้มครองธรรมชาติและความปลอดภัยทางปรมาณู สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMU) ผ่านการดำเนินงานขององค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ)  ซึ่งจะมีผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศและต่างประเทศของ GIZ เข้ามาสนับสนุนการดำเนินงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจกในสาขาพลังงาน การจัดการน้ำ การจัดการของเสีย และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ภายใต้การทำงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลไทย</strong></p>
<p style="text-align: justify;"><strong> </strong><strong>ฯพณฯ เพเทอร์ พรือเกล เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประจำประเทศไทย</strong> กล่าวเน้นย้ำในพิธีเปิดตัวแผนงานฯ ว่า “ทั้งประเทศไทยและเยอรมนีมีความร่วมมือทางวิชาการและให้การสนับสนุนด้านการเงินมาเป็นเวลากว่า 60 ปี โดยมีความร่วมมือหลากหลายด้านและประสบความสำเร็จอย่างดีในแทบทุกโครงการ ปัจจุบันเศรษฐกิจของประเทศมีการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีการใช้พลังงานสูงขึ้น จึงส่งผลให้รัฐบาลไทยเร่งสนับสนุนนโยบายที่มีเป้าหมายในการหาแหล่งพลังงานที่ยั่งยืน มีประสิทธิภาพ และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีเพิ่มขึ้น” ฯพณฯ เพเทอร์ พรือเกล แสดงเจตจำนงในการที่จะทำงานร่วมกับพันธมิตรไทยเพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าวและพร้อมที่จะแบ่งปันประสบการณ์จากเยอรมนี เพื่อนำมาปรับใช้ในประเทศไทย</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><a href="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/04/GIZสถานฑูต-เยอรมัน_๑๘๐๔๒๔_0040.jpg"><img loading="lazy" class="size-large wp-image-5285 aligncenter" src="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/04/GIZสถานฑูต-เยอรมัน_๑๘๐๔๒๔_0040-1024x682.jpg" alt="" width="1024" height="682" /></a></strong></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>นายสเตฟาน คอนเทียส กรรมาธิการ วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ.2030 กระทรวงสิ่งแวดล้อม คุ้มครองธรรมชาติ และความปลอดภัยทางปรมาณู สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (</strong><strong>BMU)</strong> กล่าวเพิ่มเติมว่าประเทศไทยเป็นประเทศพันธมิตรที่สำคัญของแผนงานปกป้องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับสากล (IKI) “ตั้งแต่ปีพ. ศ. 2552 เป็นต้นมา BMU ได้สนับสนุนงบประมาณให้แก่โครงการในประเทศไทยมากกว่า 13 โครงการ เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้นประมาณ 50 ล้านยูโร (ประมาณ 1,900 ล้านบาท) เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และช่วยสร้างความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการปกป้องผืนป่าเพื่อคงไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพ สำหรับแผนงาน IKI ใหม่ที่เรากำลังเปิดตัววันนี้ จะมีส่วนช่วยสนับสนุนความพยายามของประเทศไทยในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งรัฐบาลเยอรมนีและไทยต่างให้ความสำคัญและพร้อมเร่งดำเนินการตามข้อตกลงปารีสและวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ.2030 โดยเร็วที่สุด”</p>
<p style="text-align: justify;"><a href="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/04/GIZสถานฑูต-เยอรมัน_๑๘๐๔๒๔_0027.jpg"><img loading="lazy" class="wp-image-5267 aligncenter" src="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/04/GIZสถานฑูต-เยอรมัน_๑๘๐๔๒๔_0027-1024x682.jpg" alt="" width="947" height="631" /></a></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</strong> กล่าวขอบคุณ BMU และ GIZ ที่ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมาและเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการเชื่อมโยงการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับสากลมาปรับให้เหมาะสมและเป็นประโยชน์ร่วมกับนโยบายระดับชาติพร้อมทั้งกล่าวว่า“ประเทศไทยมีความรุดหน้าในการนำผลของการเจรจาหารือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับสากลมาปรับใช้เป็นนโยบายระดับชาตในส่วนของการจัดทำและจัดส่ง Nationally Determined Contribution (NDC) หรือเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศนั้น ประเทศไทยตั้งเป้าการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และวางแนวทางการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  รวมทั้งจัดทำแผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศในระหว่างปีพ.ศ. 2564 – 2573 โดยกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ณ ปี พ.ศ. 2573 ที่ร้อยละ 20–25 และความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและเยอรมนี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแผนงานความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไทย-เยอรมัน จะเป็นส่วนสำคัญที่กระทรวงฯ จะเข้ามาร่วมสนับสนุนด้วย เพื่อขยายความร่วมมือและร่วมดำเนินงานในระยะต่อไป”</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><a href="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/04/GIZสถานฑูต-เยอรมัน_๑๘๐๔๒๔_0012.jpg"><img loading="lazy" class="size-large wp-image-5288 aligncenter" src="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/04/GIZสถานฑูต-เยอรมัน_๑๘๐๔๒๔_0012-1024x682.jpg" alt="" width="1024" height="682" /></a></strong></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>นายทิม มาเลอร์ ผู้อำนวยการองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (</strong><strong>GIZ) </strong><strong>ประจำประเทศไทยและมาเลเซีย</strong> ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์และแนวทางของแผนงานนี้ว่า “แผนงานความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไทย-เยอรมัน ยึดหลักการดำเนินงานบนพื้นฐานการมีสัมพันธภาพอันใกล้ชิดและมีมาอย่างยาวนานกับหน่วยงานต่างๆ ที่ดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย  เพื่อให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินแผนงานฯ ที่มีหลากหลายสาขา อันประกอบด้วยสาขาพลังงาน การจัดการน้ำ การจัดการของเสีย และการถ่ายทอดเทคโนโลยี นอกจากนี้ GIZ ยังมุ่งมั่นตั้งใจที่จะร่วมมือกับโครงการอื่นๆ ของไทยอย่างใกล้ชิดในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าประเทศไทยจะได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติในการดำเนินงานให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด&#8221;</p>
<p style="text-align: justify;">แผนงานปกป้องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับสากล (IKI)  ของกระทรวงสิ่งแวดล้อม คุ้มครองธรรมชาติ และความปลอดภัยทางปรมาณู สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMU) ได้สนับสนุนงบประมาณจำนวน 17.9 ล้านยูโร (ประมาณ 690 ล้านบาท) ให้แก่รัฐบาลไทยในการดำเนินแผนงานความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไทย-เยอรมัน เป็นระยะเวลา 4 ปี (ตั้งแต่พ.ศ. 2561- 2564) โดยดึงภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม เข้ามามีส่วนร่วมในแนวทางการพัฒนาสภาพภูมิอากาศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หน่วยงานไทยหลักที่รับผิดชอบ ได้แก่ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงาน กรมควบคุมมลพิษ กรมทรัพยากรน้ำและกรมการข้าว</p>
<p style="text-align: justify;"><a href="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/04/GIZสถานฑูต-เยอรมัน_๑๘๐๔๒๔_0019.jpg"><img loading="lazy" class="alignnone wp-image-5269" src="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/04/GIZสถานฑูต-เยอรมัน_๑๘๐๔๒๔_0019-1024x682.jpg" alt="" width="499" height="332" /></a>          <img loading="lazy" class="alignnone wp-image-5270" src="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/04/GIZสถานฑูต-เยอรมัน_๑๘๐๔๒๔_0018-1024x682.jpg" alt="" width="504" height="336" /></p>
<p style="text-align: justify;">    <a href="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/04/GIZสถานฑูต-เยอรมัน_๑๘๐๔๒๔_0051.jpg"><img loading="lazy" class="wp-image-5271 alignleft" src="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/04/GIZสถานฑูต-เยอรมัน_๑๘๐๔๒๔_0051-1024x684.jpg" alt="" width="504" height="337" /></a> <img loading="lazy" class="alignnone wp-image-5272" src="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/04/GIZสถานฑูต-เยอรมัน_๑๘๐๔๒๔_0038-1024x682.jpg" alt="" width="516" height="344" /></p>
<p><a href="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/04/GIZสถานฑูต-เยอรมัน_๑๘๐๔๒๔_0061.jpg"><img loading="lazy" class="alignnone wp-image-5273" src="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/04/GIZสถานฑูต-เยอรมัน_๑๘๐๔๒๔_0061-1024x684.jpg" alt="" width="1021" height="682" /></a></p>
<p><a href="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/04/GIZสถานฑูต-เยอรมัน_๑๘๐๔๒๔_0065.jpg"><img loading="lazy" class="alignnone size-large wp-image-5263" src="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/04/GIZสถานฑูต-เยอรมัน_๑๘๐๔๒๔_0065-1024x684.jpg" alt="" width="1024" height="684" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<div class="su-box su-box-style-default" id="" style="border-color:#c11003;border-radius:0px"><div class="su-box-title" style="background-color:#F44336;color:#FFFFFF;border-top-left-radius:0px;border-top-right-radius:0px">Did You Know</div><div class="su-box-content su-u-clearfix su-u-trim" style="border-bottom-left-radius:0px;border-bottom-right-radius:0px">องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) เป็นองค์กรของรัฐบาลเยอรมันที่ดำเนินงานด้านความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน GIZ ปฏิบัติงานในนามของหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนทั้งในประเทศเยอรมนีและต่างประเทศ  รวมทั้งรัฐบาลของประเทศต่างๆ  สหภาพยุโรป องค์การสหประชาชาติ ธนาคารโลก และองค์กรที่ให้ทุนอื่นๆ GIZ ดำเนินงานอยู่ในประเทศต่างๆ มากกว่า 120 ประเทศทั่วโลก และมีพนักงานประมาณ 19,000 คน ซึ่งร้อยละ 70 เป็นคนในประเทศ ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.giz.de </div></div>
<p style="text-align: justify;"><p>The post <a href="https://www.memagazine.co.th/5261/">เยอรมนีสนับสนุนงบประมาณ 690 ล้านบาท ร่วมจัดตั้งแผนงานปกป้องสภาพภูมิอากาศไทย-เยอรมัน</a> first appeared on <a href="https://www.memagazine.co.th">MeMagazine</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
