<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) - MeMagazine</title>
	<atom:link href="https://www.memagazine.co.th/en/tag/%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%88/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.memagazine.co.th/en</link>
	<description>Me magazine นิตยสารบิสซิเนสและมาร์เก็ตติ้ง นำเสนอข้อมูลความ เคลื่อนไหว นักธุรกิจแถวหน้า เศรษฐกิจ การตลาดและสังคม มุมมอง ตลาด วิเคราะห์การลงทุน ด้วยความรู้ที่สดใหม่</description>
	<lastBuildDate>Thu, 31 Oct 2019 13:55:15 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=5.6.16</generator>

<image>
	<url>https://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2019/10/me-online-2-100x100-1.png</url>
	<title>องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) - MeMagazine</title>
	<link>https://www.memagazine.co.th/en</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>‘ไทย ไรซ์ นามา’ ลงพื้นที่สุพรรณบุรี แนะนำเทคนิคแก่เกษตรกร เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน ลดโลกร้อน</title>
		<link>https://www.memagazine.co.th/en/9341/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Memag Online]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 11 Jul 2019 00:30:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[NEWS & EVENT]]></category>
		<category><![CDATA[MARKET INSIGHT]]></category>
		<category><![CDATA[นายสุริยัน วิจิตรเลขาการ]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ)]]></category>
		<category><![CDATA[เอกอัครราชฑูตเกออร์ก ชมิตท์]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการไทย ไรซ์ นามา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.memagazine.co.th?p=9341</guid>

					<description><![CDATA[<p>ณ ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านหัวไม้ซุง เกษตรกรกว่า 300 รายในจังหวัดสุพรรณบุรี เข้าร่วมเปิดตัวโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดภาวะโลกร้อนจากการทำนาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ &#8220;ไทย ไรซ์ นามา &#8220;เรียนรู้เทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน โดยมีนายสุริยัน วิจิตรเลขการ รองผู้อำนวยการโครงการเกษตรกรรมและอาหาร องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) กล่าวต้อนรับ ฯพณฯเอกอัครราชฑูตเกออร์ก ชมิตท์ เอกอัครราชฑูตเยอรมัน ประจำประเทศไทย พร้อมด้วยนางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน      นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กล่าวว่า &#8220;โครงการไทย ไรซ์ นามา ผลักดันให้มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตข้าวให้กับเกษตรกรจำนวน 100,000 ครัวเรือนในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคกลางได้แก่ จังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และสุพรรณบุรี ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2.8 ล้านไร่ โดยมีเป้าหมายที่จะปรับเปลี่ยนระบบการทำนาในปัจจุบันไปสู่ระบบการทำนาแบบยั่งยืน&#8221; ทั้งนี้โครงการฯ ได้ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พัฒนาเงินทุนหมุนเวียนเพื่อจ่ายค่าบริการปรับพื้นที่ด้วยระบบเลเซอร์ให้แก่เกษตรกร โดยเกษตรกรสามารถผ่อนชำระคืนภายหลังได้ในระยะเวลา 3 ฤดูปลูก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.memagazine.co.th/en/9341/">‘ไทย ไรซ์ นามา’ ลงพื้นที่สุพรรณบุรี แนะนำเทคนิคแก่เกษตรกร เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน ลดโลกร้อน</a> first appeared on <a href="https://www.memagazine.co.th/en">MeMagazine</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><a href="https://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2019/07/Giz_Memag-Online-1.jpg"><img loading="lazy" class="size-full wp-image-9342 aligncenter" src="https://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2019/07/Giz_Memag-Online-1.jpg" alt="Giz_Memag Online" width="744" height="531" /></a></p>
<p><strong>ณ ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านหัวไม้ซุง เกษตรกรกว่า 300 รายในจังหวัดสุพรรณบุรี เข้าร่วมเปิดตัวโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดภาวะโลกร้อนจากการทำนาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ &#8220;ไทย ไรซ์ นามา &#8220;เรียนรู้เทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน โดยมีนายสุริยัน วิจิตรเลขการ รองผู้อำนวยการโครงการเกษตรกรรมและอาหาร องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) กล่าวต้อนรับ ฯพณฯเอกอัครราชฑูตเกออร์ก ชมิตท์ เอกอัครราชฑูตเยอรมัน ประจำประเทศไทย พร้อมด้วยนางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน     </strong></p>
<p><a href="https://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2019/07/3_resize.jpg"><img loading="lazy" class="size-large wp-image-9346 aligncenter" src="https://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2019/07/3_resize-1024x679.jpg" alt="" width="1024" height="679" /></a></p>
<p><strong>นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน</strong> รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กล่าวว่า &#8220;โครงการไทย ไรซ์ นามา ผลักดันให้มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตข้าวให้กับเกษตรกรจำนวน 100,000 ครัวเรือนในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคกลางได้แก่ จังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และสุพรรณบุรี ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2.8 ล้านไร่ โดยมีเป้าหมายที่จะปรับเปลี่ยนระบบการทำนาในปัจจุบันไปสู่ระบบการทำนาแบบยั่งยืน&#8221;</p>
<p><a href="https://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2019/07/1_resize.jpg"><img loading="lazy" class="size-large wp-image-9344 aligncenter" src="https://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2019/07/1_resize-1024x684.jpg" alt="" width="1024" height="684" /></a></p>
<p>ทั้งนี้โครงการฯ ได้ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พัฒนาเงินทุนหมุนเวียนเพื่อจ่ายค่าบริการปรับพื้นที่ด้วยระบบเลเซอร์ให้แก่เกษตรกร โดยเกษตรกรสามารถผ่อนชำระคืนภายหลังได้ในระยะเวลา 3 ฤดูปลูก เงินทุนหมุนเวียนนี้จะเชื่อมโยงกับสินเชื่อสีเขียวของ ธ.ก.ส.ซึ่งให้เงินทุนแก่ผู้ประกอบการที่ต้องการซื้อเครื่องจักรกลมาใช้ในกิจกรรมการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p>โครงการคาดการณ์ว่า จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ <strong>1.73</strong> ล้านตันคาร์บอนไดออกไซค์เทียบเท่า  เมื่อภาวะโลกร้อนยังคงเป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วงทั่วทุกมุมโลก</p>
<p><a href="https://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2019/07/2_resize.jpg"><img loading="lazy" class="size-large wp-image-9343 aligncenter" src="https://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2019/07/2_resize-1024x682.jpg" alt="" width="1024" height="682" /></a></p>
<p>ฯพณฯ<strong> เอกอัครราชฑูตเกออร์ก ชมิตท์</strong> กล่าวว่า เมื่อพูดถึงเรื่องภาวะโลกร้อน เราทุกคนต่างตกอยู่ภายใต้สถานการณ์เดียวกัน เกษตรกรเป็นคนกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ แต่ในขณะเดียวกัน เกษตรกรเองก็สามารถช่วยบรรเทาผลกระทบจากภาวะโลกร้อนได้ ผมรู้สึกดีใจที่พวกเราทุกคนร่วมมือกันหาทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำนาภายใต้โครงการไทย ไรซ์ นามา  และแสดงวิธีการผลิตข้าวรูปแบบใหม่ที่จะช่วยดูแลรักษาธรรมชาติ เพิ่มผลผลิตและรายได้ให้กับเกษตรกร&#8221;</p>
<p><strong>นายสุริยัน วิจิตรเลขาการ</strong> รองผู้อำนวยการโครงการเกษตรกรรมและอาหาร <strong>องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ)</strong> ประจำประเทศไทย  กล่าวว่า &#8220;เทคโนโลยีที่โครงการฯ จะช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตข้าวได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจะมีด้วยกัน 4 วิธี ได้แก่ เทคนิคการปรับหน้าดินด้วยเลเซอร์ซึ่งช่วยทำให้หน้าดินเรียบเสมอกัน ส่งผลให้เกษตรกรสามารถประหยัดค่าสูบน้ำมากถึง 50 เปอร์เซนต์ เทคนิคการทำนาแบบเปียกสลับแห้งที่ช่วยให้ระบบรากข้าว การแตกกอ และความสมบูรณ์ของข้าวดีขึ้น เทคนิคการใส่ปุ๋ยตามคำวิเคราะห์ดิน ช่วยลดต้นทุนการใช้ปริมาณปุ๋ยที่มากเกินความจำเป็น และรักษาแร่ธาตุในดิน ทำให้ดินมีความสมบูรณ์มากขึ้น และวิธีสุดท้ายคือ การจัดการฟางและตอซัง ซึ่งช่วยสนับสนุนให้เกษตรกรหยุดเผาเศษวัสดุเหลือใช้ในนาข้าว ลดฝุ่นละอองและหมอกควันในขณะเดียวกัน เกษตรกรสามารถนำฟางข้าวไปแปรรูปเพิ่มมูลค่าได้ การใช้เทคนิคเหล่านี้นอกจากจะทำให้เกษตรกรลดต้นทุนในการปลูกข้าวแล้ว ยังช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวและได้ข้าวที่มีคุณภาพดีขึ้น อีกทั้งยังมีการสนับสนุนการเข้าถึงตลาดจากภาคธุรกิจ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น&#8221;</p>
<p><strong><a href="https://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2019/07/7_resize.jpg"><img loading="lazy" class="size-large wp-image-9347 aligncenter" src="https://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2019/07/7_resize-1024x768.jpg" alt="" width="1024" height="768" /></a></strong></p>
<p><strong>โครงการไทย ไรซ์ นามา เป็นโครงการที่เกิดขึ้นมาภายใต้ความร่วมมือหลักระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน(GIZ) ประจำประเทศไทย ได้รับทุนการสนับสนุนงบประมาณจำนวน 14.9 ล้านยูโร (คิดเป็นเงินไทย 530 ล้านบาท) จากรัฐบาลประเทศเยอรมนี  รัฐบาลสหราชอาณาจักร รัฐบาลเดนมาร์ก และสหภาพยุโรป ผ่าน NAMA facility มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 5 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2561-2566</strong></p>
<p><a href="https://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2019/07/5_resize.jpg"><img loading="lazy" class="alignnone size-large wp-image-9345" src="https://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2019/07/5_resize-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" /></a></p><p>The post <a href="https://www.memagazine.co.th/en/9341/">‘ไทย ไรซ์ นามา’ ลงพื้นที่สุพรรณบุรี แนะนำเทคนิคแก่เกษตรกร เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน ลดโลกร้อน</a> first appeared on <a href="https://www.memagazine.co.th/en">MeMagazine</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สนข. ร่วมกับ GIZ ผลักดันการขนส่งที่ยั่งยืน</title>
		<link>https://www.memagazine.co.th/en/8089/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Memag Online]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 22 Jan 2019 03:00:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[NEWS & EVENT]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ)]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.memagazine.co.th?p=8089</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) จัดพิธีปิดโครงการ &#8220;การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับภาคการขนส่งทางบกในภูมิภาคอาเซียน” เพื่อรายงานความสำเร็จและถอดบทเรียนที่ได้จากการดำเนินงานด้านการลดการใช้น้ำมันของยานพาหนะและลดการปล่อยมลพิษจากภาคการขนส่ง ในส่วนของประเทศไทย ได้มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของยานพาหนะมาตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2559 และโครงการฯ ได้เข้ามาผลักดันให้เกิดการปรับปรุงมาตรการการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตดังกล่าว โดยทำการศึกษานโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในภาคขนส่งทางบก และพบว่ามาตรการการปรับปรุงอัตราการ เก็บภาษีสรรพสามิตฯ นี้ กระตุ้นให้ผู้ผลิตรถยนต์เกิดการปรับตัวที่จะผลิตรถใหม่ซึ่งช่วยประหยัดพลังงาน ส่งผลให้เกิดการลดการใช้น้ำมันเฉลี่ยจาก 7.08 ลิตรต่อ 100 กม. ในปี พ.ศ. 2558 เหลือเพียง 6.75 ลิตรต่อ 100 กม. ในปี พ.ศ. 2560 สำหรับรถใหม่ทุกคันที่ขาย นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า “การใช้พลังงานจากภาคการขนส่ง นอกจากจะส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม และปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น ปัญหา PM 2.5 แล้ว ยังส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอีกด้วย เนื่องจากปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะแปรผันกับการใช้พลังงาน กล่าวคือ ยิ่งมีการใช้พลังงานจากภาคการขนส่งมาก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.memagazine.co.th/en/8089/">สนข. ร่วมกับ GIZ ผลักดันการขนส่งที่ยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.memagazine.co.th/en">MeMagazine</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2019/01/Photo-Release.jpg"><img loading="lazy" class="size-large wp-image-8091 aligncenter" src="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2019/01/Photo-Release-1024x682.jpg" alt="" width="1024" height="682" /></a></p>
<p><strong>สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) จัดพิธีปิดโครงการ &#8220;การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับภาคการขนส่งทางบกในภูมิภาคอาเซียน” เพื่อรายงานความสำเร็จและถอดบทเรียนที่ได้จากการดำเนินงานด้านการลดการใช้น้ำมันของยานพาหนะและลดการปล่อยมลพิษจากภาคการขนส่ง</strong></p>
<p>ในส่วนของประเทศไทย ได้มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของยานพาหนะมาตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2559 และโครงการฯ ได้เข้ามาผลักดันให้เกิดการปรับปรุงมาตรการการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตดังกล่าว โดยทำการศึกษานโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในภาคขนส่งทางบก และพบว่ามาตรการการปรับปรุงอัตราการ เก็บภาษีสรรพสามิตฯ นี้ กระตุ้นให้ผู้ผลิตรถยนต์เกิดการปรับตัวที่จะผลิตรถใหม่ซึ่งช่วยประหยัดพลังงาน ส่งผลให้เกิดการลดการใช้น้ำมันเฉลี่ยจาก<strong> 7.08</strong> ลิตรต่อ <strong>100</strong> กม. ในปี พ.ศ.<strong> 2558 เ</strong>หลือเพียง <strong>6.75</strong> ลิตรต่อ <strong>100</strong> กม. ในปี พ.ศ.<strong> 2560</strong> สำหรับรถใหม่ทุกคันที่ขาย</p>
<p><strong>นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม</strong> กล่าวว่า “การใช้พลังงานจากภาคการขนส่ง นอกจากจะส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม และปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น ปัญหา PM 2.5 แล้ว ยังส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอีกด้วย เนื่องจากปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะแปรผันกับการใช้พลังงาน กล่าวคือ ยิ่งมีการใช้พลังงานจากภาคการขนส่งมาก ก็ยิ่งมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์มาก ซึ่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่สามารถสลายไปได้ ต่างจาก PM 2.5 ที่จะสลายไปได้ตามธรรมชาติเมื่อเจอฝนและลมมรสุม การใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคการขนส่งที่สูงถึง 61 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO<sub>2</sub>e) ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 19.2 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของประเทศไทย จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกท่านควรใส่ใจอย่างยิ่ง เนื่องจากก๊าซเรือนกระจกส่งผลต่อโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว”</p>
<p><strong> </strong><strong>Caroline Capone ผู้อำนวยการโครงการการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการบรรเทาผลกระทบจากการ</strong><strong>เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับภาคการขนส่งทางบกในภูมิภาคอาเซียนของ </strong><strong>GIZ</strong> กล่าวว่า “เป็นที่น่าสนใจว่าประเทศไทยมีนโยบายการขนส่งยั่งยืนที่พัฒนาไปมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น นโยบายการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยโครงการฯ เข้ามาผลักดันให้เกิดการปรับปรุงมาตรการการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตดังกล่าวให้ดีขึ้น ส่งผลให้เกิดการลดการใช้น้ำมันเฉลี่ยในรถยนต์ใหม่ทุกคัน หากมีการดำเนินมาตรการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตตามการปล่อยมลพิษในลักษณะนี้ต่อไป ในปี พ.ศ. 2573 จะสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 4.2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และหากมีการปรับปรุงมาตรการทางภาษีที่เข้มข้นขึ้นร่วมกับมาตรการอื่นๆ เช่น การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของรถจักรยานยนต์ การปรับปรุงอัตราการเก็บภาษีรถยนต์ประจำปีตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และการปรับปรุงอัตราการเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลให้เข้มข้นขึ้น ก็จะช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อีก 4.75 ล้านต้น คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปีพ.ศ. 2573 คิดเป็นร้อยละ 29 ของเป้าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคขนส่ง ตามข้อตกลงที่รัฐบาลไทยได้ให้ไว้ในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 21 (COP21) แม้ว่าโครงการฯ จะสิ้นสุดลงแต่ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและเยอรมนีจะยังคงอยู่ โดยตั้งแต่ปีพ.ศ. 2562 GIZ จะดำเนินงานเกี่ยวกับการขนส่งในเมืองอย่างยั่งยืน การแก้ไขการจราจรติดขัด การลดมลพิษทางอากาศ และการทำให้ชีวิตในเมืองน่าอยู่มากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาการขนส่งในเมือง โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครและในเมืองรองที่เติบโตอย่างรวดเร็ว”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="Default" style="margin-left: -14.2pt; text-align: left;"><p>The post <a href="https://www.memagazine.co.th/en/8089/">สนข. ร่วมกับ GIZ ผลักดันการขนส่งที่ยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.memagazine.co.th/en">MeMagazine</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กระทรวงแรงงานจับมือ GIZ พัฒนาช่างแอร์ ที่ใช้สารทำความเย็นธรรมชาติครั้งแรกในไทย</title>
		<link>https://www.memagazine.co.th/en/7551/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Memag Online]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 16 Nov 2018 01:17:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[NEWS & EVENT]]></category>
		<category><![CDATA[GIZ]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ)]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.memagazine.co.th?p=7551</guid>

					<description><![CDATA[<p>กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ได้ร่วมกันจัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการพัฒนาฝีมือแรงงานช่างเทคนิคเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นที่ใช้สารทำความเย็นธรรมชาติ ณ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อพัฒนาฝีมือช่างเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นให้มีความชำนาญ ผ่านการฝึกอบรมการใช้สารทำความเย็นธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมครั้งแรกในประเทศไทย</p>
<p>The post <a href="https://www.memagazine.co.th/en/7551/">กระทรวงแรงงานจับมือ GIZ พัฒนาช่างแอร์ ที่ใช้สารทำความเย็นธรรมชาติครั้งแรกในไทย</a> first appeared on <a href="https://www.memagazine.co.th/en">MeMagazine</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/11/Photo-Release.jpg"><img loading="lazy" class="alignnone size-large wp-image-7553" src="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/11/Photo-Release-1024x661.jpg" alt="Giz german Memag_Online" width="1024" height="661" /></a></p>
<p>กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ได้ร่วมกันจัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการพัฒนาฝีมือแรงงานช่างเทคนิคเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นที่ใช้สารทำความเย็นธรรมชาติ ณ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อพัฒนาฝีมือช่างเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นให้มีความชำนาญ ผ่านการฝึกอบรมการใช้สารทำความเย็นธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมครั้งแรกในประเทศไทย</p>
<p><strong> </strong><strong>นางถวิล เพิ่มเพียรสิน รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน </strong>เปิดเผยว่า “ในปี 2562 พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้มีนโยบายเร่งด่วนมอบหมายให้ กพร. ดำเนินการยกระดับทักษะฝีมือแรงงานให้เป็นแรงงานคุณภาพ (Super Worker) และพัฒนาทักษะฝีมือให้มีมาตรฐานรองรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่โครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) พร้อมกำชับให้ใช้แนวทางประชารัฐร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ ในการผลิตกำลังคนในสาขาอาชีพที่ยังขาดแคลน กพร. จึงร่วมมือกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) พัฒนาช่างเทคนิคให้มีความชำนาญในการใช้สารทำความเย็นธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Job)”</p>
<p>“กพร. จะได้รับการสนับสนุนจาก GIZ ในแง่การถ่ายทอดความรู้ให้กับช่างเทคนิคเรื่องการใช้สารทำความเย็นธรรมชาติที่ถูกต้อง การสนับสนุนอุปกรณ์และเครื่องมือสำหรับการฝึกอบรม รวมทั้งการส่งผู้เชี่ยวชาญจากประเทศเยอรมนีมาให้ความรู้ในการฝึกอบรมให้แก่ครูฝึกของ กพร. เพื่อเป็นวิทยากรในการถ่ายทอดความรู้ให้แก่แรงงาน พนักงานในสถานประกอบกิจการและช่างชุมชน คาดว่าจะเริ่มฝึกอบรมภายในไตรมาสแรกของปี 2562 ตั้งเป้าฝึกอบรมครูฝึกจำนวน 48 คนทั่วประเทศ และคาดว่าจะขยายผลการอบรมแก่ช่างเทคนิคร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรอื่นๆ ให้ได้อีก 2,000 คนใน 2 ปี” <strong>นางถวิล</strong> กล่าวเสริม</p>
<p><strong>ด้านมร.ฟิลิปป์ พิชเกอะ ผู้อำนวยการโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมของประเทศ ในอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น </strong><strong>(RAC NAMA)</strong> <strong>ของ </strong><strong>GIZ</strong> กล่าวว่า “ความร่วมมือกับ กพร. เป็นหนึ่งในแผนการดำเนินงานของโครงการ RAC NAMA ที่จะพัฒนาฝีมือแรงงานไทยในสาขาเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นให้มีความชำนาญและเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ด้วยการพัฒนามาตรฐานฝีมือแรงงานและหลักสูตรการฝึกอบรมการใช้สารทำความเย็นธรรมชาติที่ถูกต้องและปลอดภัย รวมทั้งสนับสนุนการจัดฝึกอบรมนำร่องให้กับครูฝึก ความแตกต่างจากหลักสูตรทั่วไป คือ การให้ความรู้และฝึกทักษะการใช้สารทำความเย็นธรรมชาติอย่างถูกต้องและปลอดภัย รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในการติดตั้งและบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น (เช่น มาตรวัดน้ำยาแอร์ ปั๊มสุญญากาศ) สัญลักษณ์ความปลอดภัย วิธีการเติมและดูดกลับสารทำความเย็น เป็นต้น นอกจากนี้โครงการฯ ได้จัดตั้งกองทุน RAC NAMA ประเทศไทย ซึ่งบริหารโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และจะจัดสรรเงินจากกองทุนดังกล่าว เพื่อใช้จัดซื้ออุปกรณ์และเครื่องมือสำหรับฝึกอบรมแก่ศูนย์ฝึกที่ผ่านการคัดเลือก เรามุ่งหวังว่าความร่วมมือนี้ จะเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับมาตรฐานฝีมือแรงงานไทยให้มีความเป็นเลิศและเป็นไปตามมาตรฐานสากล”</p>
<p>&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.memagazine.co.th/en/7551/">กระทรวงแรงงานจับมือ GIZ พัฒนาช่างแอร์ ที่ใช้สารทำความเย็นธรรมชาติครั้งแรกในไทย</a> first appeared on <a href="https://www.memagazine.co.th/en">MeMagazine</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เยอรมนีสนับสนุนงบประมาณ 690 ล้านบาท ร่วมจัดตั้งแผนงานปกป้องสภาพภูมิอากาศไทย-เยอรมัน</title>
		<link>https://www.memagazine.co.th/en/5261/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Memag Online]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 24 Apr 2018 06:03:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[NEWS & EVENT]]></category>
		<category><![CDATA[GIZ]]></category>
		<category><![CDATA[การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไทย-เยอรมัน]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิจารย์ สิมาฉายา]]></category>
		<category><![CDATA[นายทิม มาเลอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ)]]></category>
		<category><![CDATA[ฯพณฯ เพเทอร์ พรือเกล]]></category>
		<category><![CDATA[ฯพณฯ เพเทอร์ พรือเกล เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประจำประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประจำประเทศไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.memagazine.co.th/?p=5261</guid>

					<description><![CDATA[<p>รัฐบาลแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีร่วมกับรัฐบาลไทยเปิดตัว “แผนงานความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไทย-เยอรมัน” โดยใช้งบประมาณจากแผนงานปกป้องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับสากล (IKI) ของกระทรวงสิ่งแวดล้อม คุ้มครองธรรมชาติและความปลอดภัยทางปรมาณู สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMU) ผ่านการดำเนินงานขององค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ)  ซึ่งจะมีผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศและต่างประเทศของ GIZ เข้ามาสนับสนุนการดำเนินงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจกในสาขาพลังงาน การจัดการน้ำ การจัดการของเสีย และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ภายใต้การทำงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลไทย  ฯพณฯ เพเทอร์ พรือเกล เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประจำประเทศไทย กล่าวเน้นย้ำในพิธีเปิดตัวแผนงานฯ ว่า “ทั้งประเทศไทยและเยอรมนีมีความร่วมมือทางวิชาการและให้การสนับสนุนด้านการเงินมาเป็นเวลากว่า 60 ปี โดยมีความร่วมมือหลากหลายด้านและประสบความสำเร็จอย่างดีในแทบทุกโครงการ ปัจจุบันเศรษฐกิจของประเทศมีการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีการใช้พลังงานสูงขึ้น จึงส่งผลให้รัฐบาลไทยเร่งสนับสนุนนโยบายที่มีเป้าหมายในการหาแหล่งพลังงานที่ยั่งยืน มีประสิทธิภาพ และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีเพิ่มขึ้น” ฯพณฯ เพเทอร์ พรือเกล แสดงเจตจำนงในการที่จะทำงานร่วมกับพันธมิตรไทยเพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าวและพร้อมที่จะแบ่งปันประสบการณ์จากเยอรมนี เพื่อนำมาปรับใช้ในประเทศไทย นายสเตฟาน คอนเทียส กรรมาธิการ วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ.2030 กระทรวงสิ่งแวดล้อม คุ้มครองธรรมชาติ และความปลอดภัยทางปรมาณู สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMU) กล่าวเพิ่มเติมว่าประเทศไทยเป็นประเทศพันธมิตรที่สำคัญของแผนงานปกป้องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับสากล (IKI) “ตั้งแต่ปีพ. ศ. 2552 เป็นต้นมา BMU ได้สนับสนุนงบประมาณให้แก่โครงการในประเทศไทยมากกว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.memagazine.co.th/en/5261/">เยอรมนีสนับสนุนงบประมาณ 690 ล้านบาท ร่วมจัดตั้งแผนงานปกป้องสภาพภูมิอากาศไทย-เยอรมัน</a> first appeared on <a href="https://www.memagazine.co.th/en">MeMagazine</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/04/GIZสถานฑูต-เยอรมัน_๑๘๐๔๒๔_0036.jpg"><img loading="lazy" class="size-large wp-image-5264 aligncenter" src="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/04/GIZสถานฑูต-เยอรมัน_๑๘๐๔๒๔_0036-1024x682.jpg" alt="" width="1024" height="682" /></a></p>
<p><strong>รัฐบาลแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีร่วมกับรัฐบาลไทยเปิดตัว “แผนงานความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไทย-เยอรมัน” โดยใช้งบประมาณจากแผนงานปกป้องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับสากล (IKI) ของกระทรวงสิ่งแวดล้อม คุ้มครองธรรมชาติและความปลอดภัยทางปรมาณู สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMU) ผ่านการดำเนินงานขององค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ)  ซึ่งจะมีผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศและต่างประเทศของ GIZ เข้ามาสนับสนุนการดำเนินงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจกในสาขาพลังงาน การจัดการน้ำ การจัดการของเสีย และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ภายใต้การทำงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลไทย</strong></p>
<p style="text-align: justify;"><strong> </strong><strong>ฯพณฯ เพเทอร์ พรือเกล เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประจำประเทศไทย</strong> กล่าวเน้นย้ำในพิธีเปิดตัวแผนงานฯ ว่า “ทั้งประเทศไทยและเยอรมนีมีความร่วมมือทางวิชาการและให้การสนับสนุนด้านการเงินมาเป็นเวลากว่า 60 ปี โดยมีความร่วมมือหลากหลายด้านและประสบความสำเร็จอย่างดีในแทบทุกโครงการ ปัจจุบันเศรษฐกิจของประเทศมีการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีการใช้พลังงานสูงขึ้น จึงส่งผลให้รัฐบาลไทยเร่งสนับสนุนนโยบายที่มีเป้าหมายในการหาแหล่งพลังงานที่ยั่งยืน มีประสิทธิภาพ และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีเพิ่มขึ้น” ฯพณฯ เพเทอร์ พรือเกล แสดงเจตจำนงในการที่จะทำงานร่วมกับพันธมิตรไทยเพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าวและพร้อมที่จะแบ่งปันประสบการณ์จากเยอรมนี เพื่อนำมาปรับใช้ในประเทศไทย</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><a href="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/04/GIZสถานฑูต-เยอรมัน_๑๘๐๔๒๔_0040.jpg"><img loading="lazy" class="size-large wp-image-5285 aligncenter" src="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/04/GIZสถานฑูต-เยอรมัน_๑๘๐๔๒๔_0040-1024x682.jpg" alt="" width="1024" height="682" /></a></strong></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>นายสเตฟาน คอนเทียส กรรมาธิการ วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ.2030 กระทรวงสิ่งแวดล้อม คุ้มครองธรรมชาติ และความปลอดภัยทางปรมาณู สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (</strong><strong>BMU)</strong> กล่าวเพิ่มเติมว่าประเทศไทยเป็นประเทศพันธมิตรที่สำคัญของแผนงานปกป้องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับสากล (IKI) “ตั้งแต่ปีพ. ศ. 2552 เป็นต้นมา BMU ได้สนับสนุนงบประมาณให้แก่โครงการในประเทศไทยมากกว่า 13 โครงการ เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้นประมาณ 50 ล้านยูโร (ประมาณ 1,900 ล้านบาท) เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และช่วยสร้างความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการปกป้องผืนป่าเพื่อคงไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพ สำหรับแผนงาน IKI ใหม่ที่เรากำลังเปิดตัววันนี้ จะมีส่วนช่วยสนับสนุนความพยายามของประเทศไทยในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งรัฐบาลเยอรมนีและไทยต่างให้ความสำคัญและพร้อมเร่งดำเนินการตามข้อตกลงปารีสและวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ.2030 โดยเร็วที่สุด”</p>
<p style="text-align: justify;"><a href="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/04/GIZสถานฑูต-เยอรมัน_๑๘๐๔๒๔_0027.jpg"><img loading="lazy" class="wp-image-5267 aligncenter" src="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/04/GIZสถานฑูต-เยอรมัน_๑๘๐๔๒๔_0027-1024x682.jpg" alt="" width="947" height="631" /></a></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</strong> กล่าวขอบคุณ BMU และ GIZ ที่ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมาและเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการเชื่อมโยงการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับสากลมาปรับให้เหมาะสมและเป็นประโยชน์ร่วมกับนโยบายระดับชาติพร้อมทั้งกล่าวว่า“ประเทศไทยมีความรุดหน้าในการนำผลของการเจรจาหารือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับสากลมาปรับใช้เป็นนโยบายระดับชาตในส่วนของการจัดทำและจัดส่ง Nationally Determined Contribution (NDC) หรือเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศนั้น ประเทศไทยตั้งเป้าการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และวางแนวทางการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  รวมทั้งจัดทำแผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศในระหว่างปีพ.ศ. 2564 – 2573 โดยกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ณ ปี พ.ศ. 2573 ที่ร้อยละ 20–25 และความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและเยอรมนี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแผนงานความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไทย-เยอรมัน จะเป็นส่วนสำคัญที่กระทรวงฯ จะเข้ามาร่วมสนับสนุนด้วย เพื่อขยายความร่วมมือและร่วมดำเนินงานในระยะต่อไป”</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><a href="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/04/GIZสถานฑูต-เยอรมัน_๑๘๐๔๒๔_0012.jpg"><img loading="lazy" class="size-large wp-image-5288 aligncenter" src="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/04/GIZสถานฑูต-เยอรมัน_๑๘๐๔๒๔_0012-1024x682.jpg" alt="" width="1024" height="682" /></a></strong></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>นายทิม มาเลอร์ ผู้อำนวยการองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (</strong><strong>GIZ) </strong><strong>ประจำประเทศไทยและมาเลเซีย</strong> ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์และแนวทางของแผนงานนี้ว่า “แผนงานความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไทย-เยอรมัน ยึดหลักการดำเนินงานบนพื้นฐานการมีสัมพันธภาพอันใกล้ชิดและมีมาอย่างยาวนานกับหน่วยงานต่างๆ ที่ดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย  เพื่อให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินแผนงานฯ ที่มีหลากหลายสาขา อันประกอบด้วยสาขาพลังงาน การจัดการน้ำ การจัดการของเสีย และการถ่ายทอดเทคโนโลยี นอกจากนี้ GIZ ยังมุ่งมั่นตั้งใจที่จะร่วมมือกับโครงการอื่นๆ ของไทยอย่างใกล้ชิดในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าประเทศไทยจะได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติในการดำเนินงานให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด&#8221;</p>
<p style="text-align: justify;">แผนงานปกป้องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับสากล (IKI)  ของกระทรวงสิ่งแวดล้อม คุ้มครองธรรมชาติ และความปลอดภัยทางปรมาณู สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMU) ได้สนับสนุนงบประมาณจำนวน 17.9 ล้านยูโร (ประมาณ 690 ล้านบาท) ให้แก่รัฐบาลไทยในการดำเนินแผนงานความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไทย-เยอรมัน เป็นระยะเวลา 4 ปี (ตั้งแต่พ.ศ. 2561- 2564) โดยดึงภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม เข้ามามีส่วนร่วมในแนวทางการพัฒนาสภาพภูมิอากาศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หน่วยงานไทยหลักที่รับผิดชอบ ได้แก่ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงาน กรมควบคุมมลพิษ กรมทรัพยากรน้ำและกรมการข้าว</p>
<p style="text-align: justify;"><a href="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/04/GIZสถานฑูต-เยอรมัน_๑๘๐๔๒๔_0019.jpg"><img loading="lazy" class="alignnone wp-image-5269" src="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/04/GIZสถานฑูต-เยอรมัน_๑๘๐๔๒๔_0019-1024x682.jpg" alt="" width="499" height="332" /></a>          <img loading="lazy" class="alignnone wp-image-5270" src="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/04/GIZสถานฑูต-เยอรมัน_๑๘๐๔๒๔_0018-1024x682.jpg" alt="" width="504" height="336" /></p>
<p style="text-align: justify;">    <a href="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/04/GIZสถานฑูต-เยอรมัน_๑๘๐๔๒๔_0051.jpg"><img loading="lazy" class="wp-image-5271 alignleft" src="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/04/GIZสถานฑูต-เยอรมัน_๑๘๐๔๒๔_0051-1024x684.jpg" alt="" width="504" height="337" /></a> <img loading="lazy" class="alignnone wp-image-5272" src="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/04/GIZสถานฑูต-เยอรมัน_๑๘๐๔๒๔_0038-1024x682.jpg" alt="" width="516" height="344" /></p>
<p><a href="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/04/GIZสถานฑูต-เยอรมัน_๑๘๐๔๒๔_0061.jpg"><img loading="lazy" class="alignnone wp-image-5273" src="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/04/GIZสถานฑูต-เยอรมัน_๑๘๐๔๒๔_0061-1024x684.jpg" alt="" width="1021" height="682" /></a></p>
<p><a href="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/04/GIZสถานฑูต-เยอรมัน_๑๘๐๔๒๔_0065.jpg"><img loading="lazy" class="alignnone size-large wp-image-5263" src="http://www.memagazine.co.th/wp-content/uploads/2018/04/GIZสถานฑูต-เยอรมัน_๑๘๐๔๒๔_0065-1024x684.jpg" alt="" width="1024" height="684" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<div class="su-box su-box-style-default" id="" style="border-color:#c11003;border-radius:0px"><div class="su-box-title" style="background-color:#F44336;color:#FFFFFF;border-top-left-radius:0px;border-top-right-radius:0px">Did You Know</div><div class="su-box-content su-u-clearfix su-u-trim" style="border-bottom-left-radius:0px;border-bottom-right-radius:0px">องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) เป็นองค์กรของรัฐบาลเยอรมันที่ดำเนินงานด้านความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน GIZ ปฏิบัติงานในนามของหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนทั้งในประเทศเยอรมนีและต่างประเทศ  รวมทั้งรัฐบาลของประเทศต่างๆ  สหภาพยุโรป องค์การสหประชาชาติ ธนาคารโลก และองค์กรที่ให้ทุนอื่นๆ GIZ ดำเนินงานอยู่ในประเทศต่างๆ มากกว่า 120 ประเทศทั่วโลก และมีพนักงานประมาณ 19,000 คน ซึ่งร้อยละ 70 เป็นคนในประเทศ ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.giz.de </div></div>
<p style="text-align: justify;"><p>The post <a href="https://www.memagazine.co.th/en/5261/">เยอรมนีสนับสนุนงบประมาณ 690 ล้านบาท ร่วมจัดตั้งแผนงานปกป้องสภาพภูมิอากาศไทย-เยอรมัน</a> first appeared on <a href="https://www.memagazine.co.th/en">MeMagazine</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
